Sukhapab.com  
 
  >Home >Easypha-Max >Wellness21
Easypha-Max
อาหารเสริม
   
Wellness21
Hi-Pose
Hi-Decol
Hi-Bee propolis
Hi-Flow
Hi-FreeTox
Hi-Marigold
Hi-Young
Hi-Osteo Plus
Hi-Lmmu Plus
   
ลิ้งค์เพื่อนบ้าน
   
:: สุขภาพน่ารู้ ::
โรคเกี่ยวกับตา
        โรคจอประสาทตาเสื่อม
        จอประสาทตา คือเนื้อเยื่อพิเศษที่ทำหน้าที่เป็น จอรับภาพและรับแสงอยู่ที่ผนังชั้นใน สุดของลูกตา ประกอบด้วยเซลล์รับภาพเป็นล้านๆ ตัวเพื่อทำหน้าที่รับภาพแล้วส่งภาพผ่าน เส้นประสาทตาเข้าไปยัง สมองดยปกติแล้วจอประสาทตาทำหน้าที่รับภาพได้ดี แต่เมื่อมี อายุมากขึ้นเช่น มีอายุมากกว่า 50 ปี ขึ้นไป เซลล์รับภาพจะเริ่มเสื่อม หรือถูกทำลายไปเองโดย เฉพราะกลุ่มเซลล์รับภาพตรงศูนย์กลางจอ ประสาทตา ทำให้เกิดอาการมองภาพไม่ชัด เห็นภาพบิดเบี้ยวไป หรือมีเงาดำ จุดดำอยู่ตรงกลางภาพ โรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นที่จุดกลางรับภาพของจอประสาทตา ซึ่งเป็น ส่วนที่ไวต่อการมองเห็น มากที่สุดโดยผู้ป่วยมักจะไม่สังเกตถึงความผิดปกติในระยะเริ่มต้น มารู้ตัวอีกที ก็ตอนที่สูญเสียการมอง เห็นแล้ว อย่างไรก็ตามโรคจอประสาทตาเสื่อมจะทำให้สูญเสียการมองเห็น เฉพาะตรง กลางภาพ โดยผู้ป่วยยังสามารถมองเห็นบริเวณขอบด้านข้างของภาพได้อยู่ โรคนี้มีโอกาส มากกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปและเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของภาวะตาบอดอย่างถาวรในผู้สูง อายุ บุคคลที่มีความเสี่ยง ที่จะเกิดโรคจอประสาทตาเมื่อม คือ ผู้สูงอายุ

        เมื่อเป็นโรคแล้วผู้ป่วยจะค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการมองเห็นตรงส่วนกลางโดยที่ การมองเห็นใน ด้านขอบของภาพยังคงใช้ได้อยู่ ในปัจจุบันเรายังไม่สามารถรักษาให้มองเห็น กลับมาดีดังเดิม

        ปัจจัยเสื่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม
                1. อายุที่มากขึ้น
                2. การสูบบุหรี่
                3. ความดันโลหิตสูง
                4. ไขมันคลอเรสเตอรอลในเลือดสูง
                5. สายตารับแสงอาทิตโดยตรง

        เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุมากแล้วมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร
การดูแลรักษาจอประสาทตาเสื่อมควรทำโดยจักษุแพทย์ โดยจุดประสงค์ในการรักษาคือ การยับยั้ง
หรือการชะลอการสูญเสียสายตาไปให้นานที่สุด เพราะโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้ขาดได้ วิธีการรักษาใน
ปัจจุบันมี 2-3 วิธีคือ

        1. การให้แสงเลเซอร์ที่เกิดความร้อน การฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำร่วมกับการใช้ แสงเลเซอร์ที่ไม่เกิดความร้อน

        2. การผ่าตัดจอประสาทตา โดยจักษุแพทย์จะแนะนำการรักษาที่เหมาะสมให้แก่ท่าน ข้อสำคัญคือ การหมั่นสังเกตตัวเองและไปตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ หากอายุมากว่า 60 ปี ควรตรวจตาอย่าง น้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งเมื่อเกิดโรคนี้ขึ้นจะได้รับการรักษาได้ทันท่วงที

โรควุ้นในตาเสื่อม
        ตาของคนเรามีหลัการง่ายๆ เหมือนกล้องถ่ายภาพ เวลาเรามองอะไรแสงจะวิ่งผ่านกระจกตาดำ
และเลนส์ตา จะไปตกที่จอประสาทตา ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เปรียบเสมือนระบบเลนส์กล้อง ภาพที่ได้จาก
การหักเหของแสงกระจกตาดำ และเลนส์ตา จะไปตกที่จอประสาทตา ซึ่งทำงานเหมือนฟิล์มกล้องถ่าย
ภาพ ระหว่างเลนส์ตาและจอประสาทตาจะมีส่วนของน้ำใสๆ ลักษณะคล้ายวุ้น เรียกว่า น้ำวุ้น หรือวุ้นตา
(Vitreous) ตอนเราอายุน้อยๆ วุ้นตาจะใ ไม่มีตะกอน และแนบติดกับด้านหน้าของจอประสาทตาแนบ
ติดกับด้านหลังของเลนส์

สาเหตุของโรควุ้นในตาเสื่อม
        1. อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป
        2. ผู้ที่สายตาสั้น โดยเฉพาะสั้นมากกว่า 600 ขึ้นไป
        3. ผู้เคยมีปัญหา ตาอักเสบ รุนแรง
        4. ได้รับอุบัติเหตุ ที่ดวงตาหรือ เคยผ่าตัดตามาก่อน
        5. เป็นโรคของวุ้นตาบางโรค

        ในลูกตาของคนเราจะมีน้ำวุ้นบรรจุอยู่ภายใน น้ำวุ้นตาเสื่อมเป็นภาวะที่น้ำวุ้นตามีการละลายเป็นน้ำเริ่ม แรกจะละลายตรงกลางก่อน เมื่อเป็นมากขึ้นจะเกิดการร่อนตัวของน้ำวุ้นออกจากจอประสาทตา ระยะนี้ มักพบในคนที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ่นไปปัจจัยบางอย่างอาจส่งผลให้เกิดความเสื่อมของน้ำวุ้นตาเร็วกว่า ปกติ เช่น สายตาสั้น อุบัติเหตุที่ตา การอักเสบในลูกตา อาการขิงน้ำวุ้นตาเสื่อมจะมองเห็นจุดหรือเส้น รูปแบบต่างๆ เช่น คล้ายหยากไย่ลอยไปมา เกิดจากขณะที่น้ำวุ้นตาละลาย


ผลิตภัณฑ์แนะนำ
    -Hi-Osteo Plus
 
โรคหัวใจ
โรคอัมพฤกษ์
โรคอัมพาต
โรคความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวาน
โรคตับ
โรคมะเร็ง
โรคเอดส์
โรคเกี่ยวกับตา
   

 

Copyright © 2009 by Sukhapab.com All rights reserved.
สนใจติดต่อ : 02-941-2241, 081-6678989